fbpx
มาทำความรู้จัก  UPS กัน

มาทำความรู้จัก UPS กัน

   UPS เป็นคำย่อของ Uninterruptible Power Supply จะหมายถึง แหล่งจ่ายพลังงานต่อเนื่อง แม้ในเวลาที่ไฟดับหรือเกิดปัญหาทางไฟฟ้า แล้วจ่ายพลังงานไฟฟ้าออกมาเป็นปกติ แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ

   1 Offline UPS หรือ Standby UPS  จากปกติแล้ว อุปกรณ์ไฟฟ้า (Load) จะได้รับพลังงานจากระบบไฟฟ้าในบ้าน (Main) โดยตรง และในขณะเดียวกันตัวประจุไฟ (Charger) ก็จะทำหน้าที่แปลงพลังงานจากไฟฟ้า 220v AC (Main) เข้าไปเก็บไว้ที่แบตเตอรี่ด้วย และหากเกิดไฟฟ้าดับ Battery ก็จะจ่ายพลังงานไปให้กับ Inverter เพื่อแปลงกระแสไฟฟ้า DC ให้เป็นกระแสสลับ AC เพื่อให้ใช้กับเครื่องใช้ไฟฟ้าได้ทำงานตามปกติ แต่ว่า UPS ชนิดนี้ออกแบบมาเพื่อให้ใช้กรณีที่ไฟฟ้าดับอย่างเดียว ไม่สามารถป้องกันกระแสไฟฟ้าที่ผันผวนได้ จึงมีราคาที่ค่อนข้างถูกกว่า UPS ชนิดอื่นๆ

  2 Online Protection UPS หรือ Line Interactive UPS with Stabilizer  ซึ่งตัวนี้จะมีระบบจะออกแบบมาคล้ายกับ Offline UPS แต่ที่จะมีเพิ่มเข้ามา คือ ระบบช่วยปรับแรงดันไฟฟ้าอัตโนมัติ (Stabilizer) โดย UPS ชนิดนี้ถูกพัฒนาขึ้นมา เพื่อให้ช่วยเรื่องทำให้กระแสไฟฟ้าคงที่ ไม่เกิดการกระชากระหว่างไฟตก โดยหากกระแสไฟฟ้าไม่ได้มีการผันผวนมากนัก UPS ชนิดนี้ก็จะไม่ดึงเอาพลังงานจากแบตเตอรี่มาใช้งาน เป็นการรักษาแบตเตอรี่ไปด้วยภายในตัว จึงทำให้เป็นที่นิยมใช้กันมากในปัจจุบัน

   3. True Online : หรือ อาจจะเรียกว่า Double Conversion ประเภทนี้คือที่ดีสุดของ UPS สามารถป้องกันปัญหาทางไฟฟ้าทุกกรณี และมีแบตเตอรี่รองรับการไฟตก ไฟดับ หรือพูดง่ายๆ ก็คือประเภทนี้ออกแบบมาให้ อุปกรณ์ สามารถทำงานได้ตลอดอย่างต่อเนื่อง (ขึ้นอยู่กับความจุแบตเตอรี่ด้วย) ประเภทนี้จึงเหมาะกับ อุปกรณ์ที่เซนซิทีฟกับไฟฟ้ามากๆ รวมถึงอุปกรณ์ที่ราคาสูง เพราะคุณภาพไฟฟ้ามีผลอย่างมากต่ออายุการใช้งานของอุปกรณ์

UTP (LAN) OPEN CABLING SYSTEMS

UTP (LAN) OPEN CABLING SYSTEMS

การวางระบบUTP(หรือระบบLan ที่เรารู้จักกัน) ที่จะได้ตามมาตรฐานและง่ายต่อการ Mainternance ในอนาคต ดังรูปภาพด้านล่าง จะเห็นได้ว่า การที่เราจะติดตั้งสายจากอุปกรณ์ต้นทางไปยังปลายทางของสายสัญญาณ UTP นั้น ควรติดตั้งแบบ
Active Wquipment (อุปกรณ์ต้นทาง)> Patchcord (สายสำเร็จ)> PatchPanel(แผงจัดสาย) > UTP(สายสัญญาณที่ติดตั้ง) > Outlet(หน้ากาก พร้อม Jackตัวเมีย) > Patchcord (สายสำเร็จ)> Equipment(อุปกรณ์ปลายทาง เช่น คอมพิวเตอร์เป็นต้น)

*ประโยชน์ที่จะได้จากการวางระบบUTP แบบนี้ จะทำให้การจัดเรียงสายเป็นระเบียบและง่ายต่อการเปลี่ยนอุปกรณ์หรือเปลี่ยนสายPatchcord ระหว่างอุปกรณ์

การเลือกซื้อแรม (RAM) เลือกกันยังไงดี?

การเลือกซื้อแรม (RAM) เลือกกันยังไงดี?

มาอธิบายเกี่ยวกับ RAM ง่ายๆ ก่อนว่าคืออะไร RAM คือหน่วยความจำหลักของ Computer จะทำงานได้ต้องมีไฟฟ้าเข้ามาเลี้ยง ทำหน้าที่จัดการคำสั่งต่างๆ ที่ถูกรีเควสมาจาก CPU เอย จากชุดคำสั่ง เม้าส์ คีย์บอร์ด หรือสิ่งที่เรากระทำอยู่ เช่นการเปิดโปรแกรม ซึ่งหลายคนอาจคิดว่ายิ่ง RAM เยอะ คอมฯ จะยิ่งเร็ว ก็ไม่ถูกต้องซะทั้งหมด ยิ่ง RAM เยอะจะทำให้จัดการอะไรได้มากขึ้น และเปิดโปรแกรมได้มากขึ้น เลยทำให้รู้สึกไปว่าคอมฯ เราเร็วขึ้น

เรามาดูวิธีการเลือกซื้อดีกว่า เราต้องรู้ก่อนว่าคอมฯ ของเรามี RAM เท่าไหร่ BUS เท่าไหร่ และ DDR อะไร เช่น RAM 8 GB BUS (ความเร็วของแรม) 2400 MHz  DDR4  เราจะซื้อเพิ่มก็ซื้อแบบสเปกเท่าเดิมนั่นแหละ แต่ก็ต้องดูว่ายี่ห้ออะไรด้วย

จริงๆ RAM ใช้ต่างยี่ห้อกันได้ แต่มีความเสี่ยงตรงที่อาจจะเปิดติด หรือเปิดไม่ติดก็ได้ เพราะแต่ละยี่ห้อใช้เทคโนโลยีไม่เหมือนกัน ถ้าจะซื้อจริงๆ จะแนะนำให้เอา RAM ที่เรามีไปด้วย หรือถ่ายรูปแล้วให้ที่ร้านดู ใช้ยี่ห้อเดียวกับที่เรามีปลอดภัยกว่า

แล้วจะซื้อ BUS เท่าไหร่ดี ส่วนตัว BUS ของ RAM ถ้ามากกว่า 2400 ขึ้นไปจะไม่ค่อยเห็นถึงความแตกต่างเท่าไหร่ แต่ต้องดูด้วยว่า CPU ของเรารองรับ BUS สูงสุดที่เท่าไหร่ ถ้าเราซื้อ BUS 3000 MHz ไป แต่ CPU รองรับแค่ 2400 MHz ก็จะเห็นแค่ 2400 MHz  หรือถ้าเกิดเราใส่ RAM ที่มี BUS 2400 MHz และซื้อใหม่มาเพิ่มแต่อีกตัว BUS 3000 MHz  คอมฯ เราจะเห็น BUS ทั้งคู่แค่ 2400 MHz

ถ้าคอมฯ บ้านใช้ RAM DDR3 แต่อยากซื้อใหม่ ซื้อ RAM DDR4 มาใช้ด้วยได้ไหม คำตอบคือ ไม่ได้ครับเทคโนโลยีใครเทคโนโลยีมัน ใช้ร่วมกันไม่ได้ เพราะตัว RAM ทั้ง DDR3 และ DDR4 ช่องเสียบไม่เหมือนกัน ถ้าจะเปลี่ยนต้องเปลี่ยนที่ Mainboard ที่รองรับ DDR นั้นๆ จ้า ซึ่งปัจจุบันคอมฯ รุ่นใหม่ๆ เมนบอร์ดรุ่นใหม่ๆ จะรองรับ RAM DDR4 ล่ะ

สำหรับยี่ห้อ ซื้อยี่ห้ออะไรดี ในปี 2019 นี้ RAM ปรับราคาลงจากปีก่อน และกระแส RGB กำลังมาแรง (คือ RAM ที่มีไฟ LED) อันนี้ก็แล้วแต่ว่าชอบดีไซน์แบบไหน ผลการใช้งานไม่ค่อยแตกต่างกันเท่าไหร่ ยิ่งดีไซน์สวยยิ่งแพง

วันนี้พูดถึงเรื่อง RAM เพราะเป็นคำถามที่ถูกถามเยอะว่าเลือกซื้อยังไง กลัวซื้อไม่ถูก ก็หวังว่าบทความนี้จะช่วยได้บ้างนะครับ อาจลงไม่ลึก ไม่ละเอียด ย่อยมาให้ผู้อ่านควรจะทราบเบื้องต้นว่า RAM คืออะไรไว้ก่อน นะครับ

นามสกุลเว็บไซต์  ที่ใช้กันทั่วไป

นามสกุลเว็บไซต์ ที่ใช้กันทั่วไป

.com ย่อมาจาก commercial หมายถึง บริษัท องค์กรพาณิชย์ หรือ ห้างร้านโดยทั่วไป รวมทั้งเว็บไซต์ส่วนตัว
.net ย่อมาจาก network หมายถึง ใช้ทำเว็บไซต์เกี่ยวกับระบบเน็ตเวิร์ค (network)
.org ย่อมาจาก organization หมายถึง องค์กรไม่หวังผลกำไร
.biz ย่อมาจาก business หมายถึง องค์กร บริษัท ห้างหุ้นส่วน คล้ายกับ .com
.info ย่อมาจาก information หมายถึง ข้อมูลสารสนเทศ
.co ย่อมาจาก commercial หมายถึง บริษัทหรือองค์กรที่ประกอบธุรกิจ
.ac ย่อมาจาก academic หมายถึง โรงเรียน มหาวิทยาลัย
.or ย่อมาจาก organization หมายถึง องค์กรไม่หวังผลกำไร
.in ย่อมาจาก individual in Thailand หมายถึง บุคคลทั่วไป
.net ย่อมาจาก network in Thailand หมายถึง หน่วยงาน/องค์กรทำธุรกิจด้านเครือข่าย

ตัวย่อของประเทศที่ตั้งขององค์กร เป็นตัวย่อที่อยู่หลังตัวย่อนามสกุลเว็บไซต์อีกทีเพื่อจะได้รู้ที่ตั้งอยู่ประเทศ
.th คือ ประเทศไทย เช่น .co.th หมายถึง บริษัทหรือองค์กรที่ประกอบธุรกิจที่ตั่งอยู่ประเทศไทย
.cn คือ ประเทศจีน เช่น .co.cn หมายถึง บริษัทหรือองค์กรที่ประกอบธุรกิจที่ตั่งอยู่ประเทศจีน
.uk คือ ประเทศอังกฤษ เช่น .co.uk หมายถึง บริษัทหรือองค์กรที่ประกอบธุรกิจที่ตั่งอยู่ประเทศอังกฤษ
.jp คือ ประเทศญี่ปุ่น เช่น .co.jp หมายถึง บริษัทหรือองค์กรที่ประกอบธุรกิจที่ตั่งอยู่ประเทศญี่ปุ่น
.au คือ ประเทศออสเตรเลีย เช่น .co.au หมายถึง บริษัทหรือองค์กรที่ประกอบธุรกิจที่ตั่งอยู่ประเทศออสเตรเลีย

boot Menu

boot Menu

ปุ่ม BIOS / Boot Menu ของโน๊คบุ๊ค (Notebook/Laptop)

Notebook/laptop Bios key Boot menu key
acer F2 F12
asus F2 Esc
compaq F10 Esc,F9
dell F2 F12
fujitsu F2 F12
hp F10 Esc,F9
lenovo F1,F2 F12
nec F2 F5
Sumsung F2 Esc
sharp F2
sony F1,F2,F3 F11
toshiba F2 F12

ปุ่ม BIOS / Boot Menu PC / Desktop

PC/Desktop Bios key Boot menu Key
Asus del F8
acer DeL F12
dell F2 F12
gigabyte Del,F2 F12
msi Del F11
intel F2 F10
asrock F2 F11
evga Del F7
lenovo F1,F2 F12,F8,F10
hp F1 Esc
ibm F1 F12
วิธีเพิ่มโปรแกรมให้ทำงานพร้อมกับตอนบูตเข้า Windows 10

วิธีเพิ่มโปรแกรมให้ทำงานพร้อมกับตอนบูตเข้า Windows 10

วิธีเพิ่มโปรแกรมให้ทำงานพร้อมกับตอนบูตเข้า Windows 10 จะใช้โปรแกรมหรือแอพพลิเคชั่นบางตัวที่เรากำหนดให้เริ่มทำงานพร้อมกับการบูตเข้าสู่ระบบ Windows 10 ในส่วนการปรับแต่งหรือ Configuration/Preferences  พอระบบบูตเข้าหน้าจอ Windows 10 กลับพบว่าโปรแกรมเหล่านั้นยังไม่เริ่มทำงาน ซึ่งสาเหตุอาจเป็นเพราะบั๊กของ Windows 10 หรือบั๊กจากตัวโปรแกรมเอง

แต่ปัญหาดังกล่าวเราสามารถแก้ไขง่ายด้วยตัวเองแค่ทำตามขั้นตอนนี้เปิดเข้าไปที่ตำแหน่งโฟลเดอร์ Startup ของ Windows 10 ด้วยวิธีการดังนี้

การจะเข้าไปที่โฟลเดอร์ Startup ให้เรากดปุ่ม Windows + E เพื่อเปิดหน้าต่าง File Explorer แล้วพิมพ์คำสั่งหรือ Copy คำสั่งไปวางในช่อง Address Bar แล้วกดEnter

%APPDATA%\Microsoft\Windows\Start Menu\Programs\Startup

หรือกดปุ่ม Windows + R จากนั้นพิมพ์คำสั่ง shell: startup แล้วกด OK

จากนั้นให้ Copy โปรแกรมที่เราต้องการจะให้เริ่มทำงานพร้อมกับตอนบูตเข้าWindows

Copy โปรแกรมที่ต้องการเสร็จแล้วให้นำไปวางในโฟลเดอร์ที่เปิดไว้ข้างต้น.

วางโปรแกรมเสร็จแล้วลองรีสตารท์เครื่อง เมื่อเข้าสู่หน้าจอ Windows 10 โปรแกรมจะเริ่มทำงานทันที

Pin It on Pinterest