fbpx
ใช้งาน Microsoft Office ออนไลน์โดยไม่ต้องติดตั้งโปรแกรม

ใช้งาน Microsoft Office ออนไลน์โดยไม่ต้องติดตั้งโปรแกรม

Microsoft Office Online ใช้ได้จริงหรือ  ?

ในหัวข้อนี้จะสอนวิธีการใช้งาน Microsoft Office โดยที่เราไม่ต้องติดตั้งโปรแกรมชุด Office ลงบนคอมพิวเตอร์ เพียงแค่เครื่องของเราต้องเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ตเพียงเท่านี้ก็สามารถใช้งาน Microsoft Word Online ได้ง่ายๆ ตอนนี้สามารถใช้งาน 4 โปรแกรมเท่านั้น คือ Word Excel Powerpoint และ OneNote ส่วนหน้าตาออฟฟิตออนไลน์นั้น จะคล้ายๆ กับ Office 2013 ที่ติดตั้งบนเครื่องของเราเพียงแค่เครื่องมือบางอย่างจะถูกตัดออกไป และเหลือเพียงเครื่องมือสำคัญๆ ที่ใช้งานกันบ่อยๆ นั้นเอง

วิธีการเข้าใช้งาน Office Online

  • เข้าสู่หน้าเว็บไซต์ www.hotmail.com จากนั้นกรอกบัญชีผู้ใช้เข้าระบบอีเมล์ให้เรียบร้อย และกดปุ่ม “ลงชื่อเข้าใช้
  • เมื่อเข้าสู่หน้าหลักของระบบอีเมล์ Outlook ในขั้นตอนต่อไปคลิกที่ลูกศรชี้ลง ตามภาพด้านล่าง
  • จะเห็นได้ว่า Office Online นั้น จะปรากฏอยู่ 4 โปรแกรม นั้นคือ Word,Excel,Powerpoint,OneNote ในหัวข้อนี้จะยกตัวอย่างวิธีใข้งานของ Word Online ให้คลิกเลือกที่ “Word Online

  • หลังจากนั้นเราก็จะเข้าสู่หน้าต่าง Word Online และจะมีให้เลือกอยู่ 3 ตัวเลือก
    • เอกสารเปล่าใหม่ คือการสร้างเอกสารขึ้นมาใหม่โดยเป็นเอกสารเปล่าทั้งหมด
    • เรียกดูเทมเพลต คือการใช้งานแม่แบบหรือธีม ที่ทาง Office.com มีไว้ให้ใช้งานกับงานเอกสารของเรา
    • เอกสารล่าสุดบน OneDrive คือการนำไฟล์งานเอกสารที่อยู่บน OneDrive มาใช้งาน
  •  ในตัวอย่างนั้นจะคลิกเลือก “เอกสารเปล่าใหม่

    เข้าสู่หน้าต่างการทำงานของออฟฟิตออนไลน์นั้นจะเห็นได้ว่าตาจะคล้ายๆกับ  Word 2013 ที่ติดตั้งอยู่บนเครื่องคอมพิวเตอร์นั้นเอง และจะเห็นได้ว่า Ribbon ในส่วนของ Word Online จะมีความแตกต่างจาก Ribbon ในส่วนของ Word 2013 ที่ติดตั้งอยู่บนเครื่องคอมพิวเตอร์อย่างมาก

    ต่อไปเราลองของมาดูในส่วนของ “Tab ไฟล์” กันบ้าง ซึ่งส่วนนี้ก็สำคัญไม่แพ้กัน จะใช้จัดการเรื่องการ บันทึก การพิมพ์งานเอกสาร

    • เมื่อเราเลือกเมนู “ใหม่” จะเป็นการสร้างงานเอกสารใหม่ ซึ่งจะมีรูปแบบเทมเพลตให้เลือกใช้งาน
    • เมื่อเราเลือกเมนู “เปิด” จะเป็นการเปิดงานเอกสาร ซึ่งงานเอกสารต้องอยู่ใน OneDrive เท่านั้น
    • เมื่อเราเลือกเมนู “บันทึกเป็น” จะเป็นการบันทึกงานเอกสารโดยการ “ดาวน์โหลด” ลงบนเครื่องคอมดพิวเตอร์แทน
    • เมื่อเราเลือกเมนู “พิมพ์”  จะเป็นการพิมพ์งานเอกสารออกสู่เครื่องพิมพ์

    หน้าตาของ Word Online กับ Word 2013 ฟังก์ชั่นการใช้งาน เครื่องมือต่างๆ และการใช้คงไม่แตกต่างกันมากนัก ส่วนที่แตกต่างกันก็คือการบันทึกไฟล์งานเอกสารเท่านั้น ซึ่งลักษณะของ Excel,Powerpoint,OneNote,Online ก็จะคล้ายกับของ Word นั้นเอง

แปลงสไลด์ PowerPoint ให้เป็นรูปภาพหรือวีดีโอ

แปลงสไลด์ PowerPoint ให้เป็นรูปภาพหรือวีดีโอ

วิธีแปลงไฟล์รูปแบบภาพ

  • เปิดไฟล์งานนำเสนอที่พร้อมจะแปลงไฟล์ใน Microsoft PowerPoint 2013
  • คลิกเลือก Tab File -> Export คลิกที่ Change File Type จากนั้นจะพบกับหน้า Change File Type
    คลิกเลือกรูปแบบไฟล์ภาพเป็น “PNG Portable Network Graphics” หรือ “JPEG File Interchange Format” ที่อยู่ในส่วนของ Image File Types  เมื่อคลิกอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วจะปรากฏหน้าต่างให้บันทึกไฟล์ลงบนเครื่องคอมพิวเตอร์

     

    หลังจากที่บันทึกไฟล์ลงบนเครื่องคอมพิวเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นแบบ PNG หรือ JPEG ก็จะปรากฏหน้าต่างแจ้งเตือนขึ้นมาว่า

    • หากต้องการ Export ให้เป็นภาพทุกสไลด์ให้คลิกที่ All Slides
    • แต่ถ้าหากต้องการ Export ให้เป็นภาพ เพียงสไลด์เดียว ให้คลิกที่ Just This One (โดยภาพที่ได้จะเป็นภาพที่กำลังทำงานอยู่บนสไลด์นั้นๆ)

      จากนั้นเราก็ได้สไลด์ที่ถูกแปลงเป็นรูปภาพที่อยู่ใน  Folder ที่เราบันทึกลงบนเครื่องคอมพิวเตอร์ แต่หากคลิกที่ Just This One จะมีภาพเพียงภาพเดียวเท่านั้นหมายเหตุ คุณสมบัติของภาพแบบ .PNG และ .JPEG ก็จะแตกต่างกันออกไปแล้ว โดยส่วนมากแล้วถ้าจะนำไปใช้งานที่หลากหลายและมีขนาดไฟล์ที่เล็กแนะนำให้แปลงเป็นไฟล์ .JPEG)

      วิธีแปลงไฟล์รูปแบบวีดีโอ

      • เปิดไฟล์งานนำเสนอที่พร้อมจะแปลงไฟล์ใน Microsoft PowerPoint 2013
      • คลิกเลือก Tab File  -> Export คลิกที่ Create a Video
         

        • ปรากฏคำสั่งให้เลือกตั้งค่าอยู่ 3 แบบ
        1. ตั้งค่าขนาดของไฟล์ที่เหมาะสำหรับงานนำเสนอ
        2. เลือกใช้การบันทึกขณะบรรยายหรือไม่
        3. การตั้งค่าการเปลี่ยนสไลด์ทุกๆกี่วินาที
        • เมื่อตั้งค่าเสร็จแล้ว ให้คลิกปุ่ม Create Video เพื่อเรื่มการแปลงไฟล์เป็นวีดีโอ

          หลังจากนั้นจะแสดงหน้าต่างขึ้นมาสำหรับบันทึกไฟล์ เมื่อบันทึกเสร็จแล้วจะได้ไฟล์วีดีโอ สามารถเปิดใช้งานผ่านโปรแกรม Windows Media Player ที่ติดมากับระบบปฏิบัติการ Windows ได้เลย

วิธีรวมไฟล์PDF หลายๆไฟล์ เป็นไฟล์เดียวกัน

วิธีรวมไฟล์PDF หลายๆไฟล์ เป็นไฟล์เดียวกัน

วิธีที่ 1 : รวมไฟล์โดยใช้โปรแกรม PDF Converter and Merger
โปรแกรม PDF Converter and Merger สามารถดาวน์โหลดได้ที่ http://goo.gl/fGr3K6 และทำการติดตั้งให้เรียบร้อย
หลังจากที่ติดตั้งเรียบร้อยแล้ว ให้นำไฟล์ pdf ที่ต้องการจะรวมเป็นไฟล์เดียว ให้ทำการย้ายไฟล์มาอยู่ใน Folder เดียวกันก่อน เพื่อจะทำให้ง่ายต่อการรวมไฟล์ ต่อจากนั้นคลุมดำไฟล์ที่ต้องการจะรวม แล้วกดคลิกขวา เลือกที่ “Merg PDF“

โปรแกรม PDF Converter and Merger จะถูกเปิดขึ้นมาใช้งานในทันทีโดยจะแสดงไฟล์ที่เราเลือกไว้เมื่อซักครู่ขึ้นมาปรากฏในช่องของ รวมไฟล์ PDF
*หากต้องการจัดลำดับการเรียงไฟล์ให้ไฟล์ไหนขึ้นก่อนหลังให้คลิกเลือกไฟล์แล้วกดลูกศรขึ้นหรือลูกศรลง
*หากต้องการเพิ่มไฟล์ให้เข้ามาอยู่ในการรวมไฟล์อีกให้คลิกที่ “+เพิ่ม“
*หากต้องการลบไฟล์ออกจากการรวมไฟล์ให้เลือกไฟล์แล้วคลิกที่ “-ลบ“
*หากต้องการลบไฟล์ทั้งหมดออกจากการรวมไฟล์ให้คลิกที่ “ล้าง“

เมื่อจัดการไฟล์ต่างๆเรียบร้อยแล้ว และพร้อมที่จะทำการรวมไฟล์ ให้กำหนดตำแหน่งที่จะต้องการบันทึกไฟล์ pdf ในช่องของ “ตำแหน่งที่บันทึก” และทำการตั้งชื่อไฟล์ จากนั้นกด “Save” เพื่อบันทึก

หลังจากที่กำหนดชื่อและตำแหน่งที่จะบันทึกแล้ว ขั้นตอนสุดท้ายจะเป็นการรวมไฟล์ pdf ให้เป็นไฟล์ๆ เดียว โดยให้คลิกที่ “บันทึก” เพื่อเริ่มขั้นตอนการรวมไฟล์


เมื่อโปรแกรมทำการรวมไฟล์เสร็จ เราสามารถเปิดดูไฟล์ที่ถูกรวมเป็นไฟล์เดียวได้ ตามตำแหน่งที่เราบันทึกไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยชื่อไฟล์นั้นจะเป็นชื่อที่เรากำหนดเองในขั้นตอนก่อนหน้านี้

วิธีที่ 2 : รวมไฟล์แบบออนไลน์
วิธีนี้จะเป็นวิธีการรวมไฟล์ pdf แบบออนไลน์ โดยจะเป็นการใช้บริการเว็บไซต์ที่ให้บริการรวมไฟล์ pdf ที่มีบริการให้รวมไฟล์แบบฟรีๆ ซึ่งก็มีอยู่มากมายหลายเว็บ และในวิธีนี้ผมจะขอยกตัวอย่างเว็บไซต์ที่ให้บริการ นั้นก็คือ http://www.pdfmerge.com/

ส่วนวิธีการรวมไฟล์ pdf แบบออนไลน์นั้นไม่อยากเลย
*ให้เราเลือกไฟล์ที่ต้องการจะรวม โดยกดที่ “เลือกไฟล์” จากนั้นหาไฟล์ที่ต้องการรวมจากในเครื่องคอมพิวเตอร์ของเราเพิ่มลงไปในเว็บจนครบตามที่เราต้องการจะรวม
*หากช่องใส่ไฟล์ไม่พอและต้องการเพิ่มช่องใส่ไฟล์อีกให้กดที่ “More File” เพื่อเพิ่มช่อง
*จากนั้นเริ่มทำการรวมไฟล์โดยคลิกที่ “Merge!“

หลังจากคลิกที่ “Merge!” ไฟล์ที่ถูกรวมจะถูกส่งมาในลักษณะของการดาวน์โหลด ซึ่งไฟล์ที่ดาวน์โหลดจะเป็นไฟล์ pdf ที่ถูกรวมจากหลายๆไฟล์ ที่เราอัพขึ้นไปบนเว็บเพื่อรวมไฟล์นั้นเอง และในขั้นตอนสุดท้ายนี้ให้เราทำการดาวน์โหลดไฟล์มาเก็บไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ เพื่อนำมาใช้งานต่อไป….

วิธีติดตั้งฟอนต์บน Windows 10

วิธีติดตั้งฟอนต์บน Windows 10

ในตัวอย่าง จะสาธิตวิธีการติดตั้ง 13 ฟอนต์มาตรฐานราชการไทย บน Windows 10
อันดับแรกให้ทำการแตกไฟล์ โดยคลิกขวาแล้วเลือก Extract All

  • ในหน้าต่างของการแตกไฟล์ ให้คลิกที่ “.”เพื่อเลือกปลายทาง ที่ต้องการเอาไฟล์ไปวางไว้บนเครื่องคอมพิวเตอร์ (ในตัวอย่างเลือกที่ Desktop คือการแตกไฟล์แล้วนำไปวางใว้บนหน้าจอ) 
  • จากคลิกที่“Extract” เพื่อเริ่มการแตกไฟล์


  • หลังจากแตกไฟล์เสร็จสิ้นแล้ว จะเจอกับFolder ที่ใช้ชือว่า “13Fonts” ซึ่งข้างในจะรวมไฟล์  13 ฟอนต์(Fonts)มาตรฐานราชการไทย ไว้ให้เรียบร้อยแล้ว
  • ขั้นตอนต่อไป ให้เลือกไฟล์ฟอนต์(Font) ทั้งหมดที่อยู่ในFolder โดยการกด CTRL + A หรือคลิกคลุมไฟล์ทั้งหมด
  • จากนั้น คลิกขวาและเลือกที่ “Install” เพื่อเริ่มติดตั้งฟอนต์
  • หลังจากติดตั้งเสร็จเรียบร้อยแล้ว สามารถเปิดโปรแกรมMicrosoft Word เพื่อทดสอบฟอนต์(Font) ที่ติดตั้งลงไป

    เพียงไม่กี่ขั้นตอนในการติดตั้งฟอนต์(Font) เราก็สามารถติดตั้งเองได้ง่ายๆ ซึ่งในการติดตั้งบน Windows 10 นั้นจะคล้ายกับ Windows 7 และ ดังนั้นหากใครที่เคยติดตั้งมาก่อน จึงไม่ใช่เรื่องยากเลยหาก จะต้องติดตั้งบน Windows 10 อีกครั้ง

 

แนะนำสายสัญญาณ UTP Cat6

แนะนำสายสัญญาณ UTP Cat6

Cat6 Cable US-9116
ทิปการเลือกซื้อ การเลือกสายแลนเพื่อนำมาใช้ แนะนำให้เลือกควบคู่กับอุปกรณ์ Switch หรือ HUB ด้วย (Switch ส่วนใหญ่ในปัจุจบันมีความเร็ว 10/100/1000 Mbps) เพราะเป็นอุปกรณ์ที่ต้องใช้เชื่อมต่อกันตลอดเวลา สำหรับประเภทของสายแลนขั้นต่ำทีเราเลือกซื้อคือ UTP CAT6

“เร็วกว่า(ที่600MHz) ทนกว่า(ด้วยเกรด CMR) และมีมากกว่า(ทองแดง23 AWG,มี Filler slot)
เดี๋ยวเรามาดูกันว่า ทำไม? ถึงต้องเลือกใช้สายสัญญาณ Cat6 ยี่ห้อLink
1.คุณสมบัติของสายเหนือกว่ามาตรฐาน TIA-568.2-D:Category6 และ ISO/IEC 11801:ClassE
2.โครงสร้างของสายสัญญาณมี Filter Slot เพื่อแยกคู่สายสัญญาณสามารถป้องกันการรบกวนของคุ๋สายสัญญาณ ให้เป็นอย่างดี
3.มีผลทดสอบที่ความถี่(Band Width)600 MHz (มาตรฐานกำหนดไว้ที่ 250MHz)
4.ตัวนำเป็นทองแดงแท้ขนาด23 AWG เพื่อการนำสัญญาณได้เร็วกว่าและดีกว่า
5.Jacket ของแต่ละสายมีแถบสีบนคู่สีขาว(Color Strip Pair) ช่วยให้ง่ายต่อการเข้าสาย
6.สายสัญญาณมี Ripcord ทำให้สะดวกในการปลอกสาย
7.มีตัวพิมพ์บอกระยะสายสัญญาณ(Cable Marking)บน Jacket สีขาวทุกๆ2ฟุต
8.ได้รับการรับรองมาตรฐานUL จากสหรัฐอเมริกา โดยมีSticker UL ยืนยันทุกกล่องของสายสัญญาณ
9.ผ่านการรับรองมาตรฐานของUL,Intertekและ3P โดยจะ่มี Marking UL,ETLและ 3P ระบุอยู่บนสายสัญญาณ
10.มีเอกสารการรับประกัน(Warranty Certificate) 30ปี จากผู้ผลิต ยืนยัน ประสิทธิภาพการใช้งาน

Pin It on Pinterest