วิธีการเลือกซื้อกล้องวงจรปิด

วิธีการเลือกซื้อกล้องวงจรปิด

วิธีการเลือกซื้อกล้องวงจรมี ดังนี้

การเลือกซื้อตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการใช้งาน

เป็นสิ่งแรกเลยในการเลือกซื้อกล้องวงจรปิดนั้นก็คือ วัตถุประสงค์ที่จะติดกล้องวงจรปิดนั้นติดตั้งเพื่ออะไร ติดตั้งตรงไหน เพราะการซื้อกล้องวงจรปิดแต่ละรุ่นมีการใช้งานที่แตกต่างกันออกไป บางรุ่นมีไว้สำหรับติดตั้งภายนอกอาคาร บางรุ่นมีไว้สำหรับติดตั้งภายในอาคารหรือบางรุ่นติดตั้งได้ทั้งภายนอกและภายใน เป็นต้น  

เลือกกล้องวงจรปิดที่มีความละเอียดสูง

เป็นอีกหลักสำคัญของการเลือกซื้อกล้องวงจรปิดเลยก็ว่าได้คือ คุณภาพของกล้องวงจรปิดที่สามารถเจาะจงภาพเคลื่อนไหวและภาพนิ่งสูง มีความคมชัดสูงมองเห็นได้ชัดเจนและภาพไม่แตก

เลือกกล้องวงจรปิดที่มีระบบตัดการรบกวนจากภายนอกในตัว

ควรเลือกกล้องวงจรปิดที่ใช้เลนส์คุณภาพสูงและสามารถปรับมุมกล้องได้อิสระ สามารถดูภาพได้ชัดเจนในตอนกลางคืนและยังสามารถตัดปัญหาแสงจากภายนอกที่มาตกกระทบได้ มีระบบตัดเสียงรบกวนสภาพแวดล้อมภายนอกในระหว่างบันทึกภาพทุกเวลาได้โดยไม่มีปัญหา เพื่อให้การแสดงภาพเคลื่อนไหวและนิ่งของภาพกล้องวงจรปิดสามารถแสดงประสิทธิภาพในการประมวลผลได้อย่างแม่นยำ

เลือกใช้งาน Hard Disk ที่ทำงานได้ 24 ชม.

การเลือก Hard Disk เป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้ามเรื่องเป็นอันขาด เนื่องจากเป็นปัจจัยสำคัญในการเก็บข้อมูล ยิ่งกล้องที่มีความละเอียดสูง ยิ่งทำให้ Hard Disk เต็มเร็ว รวมทั้งปัญหาการร้อนของฮาร์ดดิสเมื่อใช้งานตลอดเวลา ดังนั้น จะต้องเลือกฮาร์ดดิสที่สามารถใช้งานได้ 24 ชม. ทนทานต่อความร้อน และสามารถใช้งานในระยะยาวได้

คำนึงถึงแสงสว่างในบริเวณที่จะติดตั้งกล้องวงจรปิด

หากจุดที่ต้องการติดตั้งไม่มีแสงสว่างหรือแสงสว่างค่อนข้างน้อย จำเป็นจะต้องเลือกกล้องวงจรปิดแบบอินฟราเรดหรือ IR Camera เนื่องจากกล้องวงจรปิดแบบนี้ ตอนกลางวันจะแสดงภาพเป็นภาพสี แต่ในตอนกลางคืนจะมีหลอด LED ตรงหน้ากล้องทำให้เกิดการส่องสว่างอัตโนมัติ และจะแสดงภาพเป็นขาวดำ

ตำแหน่งในการติดตั้งกล้องวงจรปิด

ตำแหน่งในการติดตั้งกล้องวงจรปิด หากจะติดตั้งกล้องวงจรปิดนอกตัวอาคาร ควรเลือกกล้องวงจรปิดแบบ Bullet ซึ่งเป็นทรงกระบอก มีขนาดเล็ก มีคุณสมบัติในการกันน้ำ กันฝุ่น ทนความร้อน และยังสามารถดูภาพได้ทั้งตอนกลางวันและตอนกลางคืน ส่วนการติดกล้องวงจรปิดภายในบ้านหรืออาคาร จะเลือกกล้องโดม เพราะทำให้ดูภาพได้อย่างสวยงาม การติดตามเหตุการณ์ต่างๆ ก็ทำได้สะดวก

สามารถรองรับเทคโนโลยีต่างๆ ได้ครบถ้วน

การเลือกเครื่องบันทึกไม่ว่าจะเป็น DVR หรือ NVR จะต้องเลือกตามกล้องวงจรปิดที่มี โดยส่วนมากเครื่องบันทึกจะผลิตออกมาเป็น 4CH, 8CH, 16CH, 32CH และต้องเลือกเครื่องบันทึกให้ตรงกับกล้องวงจรปิดด้วย

มีการรับประกันสินค้า

การจะเลือกซื้อกล้องวงจรปิดไม่ใช่แค่ดูที่ยี่ห้ออย่างเดียว ควรคำนึงการรับประกันสินค้าด้วย เพราะเมื่อเกิดปัญหาก็มั่นใจได้ว่าจะได้รับการดูแลแก้ไขและสามารถเปลี่ยนสินค้าในระยะเวลารับประกันได้อีกด้วย ซึ่งจะช่วยให้ผู้ใช้งานมั่นใจในการเลือกซื้อกล้องวงจรปิดของบริษัทหรือร้านนั้นๆ มากขึ้นตามไปด้วย 

ความหมาย/ความแตกต่างระหว่าง Hard Disk กับ SSD

ความหมาย/ความแตกต่างระหว่าง Hard Disk กับ SSD

ประวัติและความเป็นมาของ Hard Disk

  • Hard Disk ที่ใช้ในปัจจุบันถูกประดิษฐ์ขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2499(ศ.ค. 1956) ซึ่งประดิษฐ์ขึ้นโดยบริษัทไอบีเอ็มเรย์โนล์ด จอห์นสัน ในขณะนั้น Hard Disk มีขนาดค่อนข้างที่จะใหญ่ มีเส้นผ่าศูนย์กลางราวๆ 20 นิ้ว มีความจุเพียงแค่ MB เท่านั้นซึ่งในตอนแรกใช้ชื่อเรียกว่า ฟิกส์ดิสก์ Fixed Disk หรือจานบันทึกที่ติดอยู่กับที่ แต่ในบริษัท IBM เรียกว่า วินเชสเตอร์ส (Winchestters)

Hard Disk  หรือ จานบันทึกแบบแข็ง คือ

  • อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่บรรจุข้อมูล มีลักษณะเป็นจานโลหะที่เคลือบด้วยสารแม่เหล็กซึ่งจานหมุน จะหมุนอย่างรวดเร็วเมื่อมันทำงาน ดังนั้นการติดตั้งเข้ากับคอมพิวเตอร์สามารถทำได้ผ่านการต่อกับ Motherborad ที่มี Interface แบบขนาน(PATA), แบบอนุกรม(Sata), แบบเล็ก(SCSI)

ส่วนประกอบของ Hard Disk มีดังนี้

1. หัวอ่าน(Head)
  • เป็นส่วนหนึ่งของแขนหัวอ่าน ซึ่งหัวอ่านตัวนี้จะขดลวดเพื่อใช้ในการอ่าน/การเขียนข้อมูลลงไปในแผ่นแม่เหล็ก โดยการรับคำสั่งจาก Controller ทำให้เกิดความเหนี่ยวนำไฟฟ้าทางสนามแม่เหล็ก และเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของสนามแม่เหล็กจึงทำให้เกิดการเปลี่ยนข้อมูล
2. แขนหัวอ่าน(Actuator Arm)
  • ลักษณะเป็นแทงเหล็กยาวๆ ซึ่งสามารถรับคำสั่งจากวงจรให้เลื่อนไปยังตำแหน่งที่ต้องการได้ นอกจากนี้ไม่ว่าจะเป็นการอ่านหรือการเขียนข้อมูลลงบนแผ่นแม่เหล็ก จะต้องทำงานร่วมกับหัวอ่าน
3. จานแม่เหล็ก(Platters)
  • ลักษณะเป็นจานกลมๆ เคลือบด้วยสารแม่เหล็กวางซ้อนๆ กันหลายๆ ชิ้นขึ้นอยู่กับความจุ ของสารแม่เหล็กที่เป็นข้อมูลต่างๆ โดยข้อมูลเหล่านั้นจะถูกบันทึกในรูปแบบเลขฐาน 2 นั้นก็คือ 1 กับ 0 แผ่นแม่เหล็กนั้นจะติดกับ Motor ไว้สำหรับหมุน(Spindle Motor) และก็สามารถเก็บข้อมูลได้ทั้ง 2 ด้าน
4. มอเตอร์หมุนแผ่นแม่เหล็ก(Spindle Motor)
  • เป็นตัวควบคุมจานแม่เหล็กให้หมุนไปยังตำแหน่งที่ต้องการเพื่อบันทึกข้อมูลหรือแก้ไขข้อมูล ปกติจะมีความเร็วในการหมุนอยู่ที่ประมาณ 7200 รอบ/นาที
5. เคส(Case)
  • ลักษณะเป็นกล่องเหลี่ยมๆ ซึ่งบรรจุส่วนต่างๆ ที่ใข้ในการทำงานของ Hard Disk

ประเภทของ Hard Disk

1. PATA(Parallel Advance Technology Attacment) หรือ IDE(Integrated Drive Electronics)
  • พัฒนามาโดยบริษัท Westem Digital เป็น Hard Disk รุ่นเก่าที่มีความเร็วในการเขียนและในการอ่านค่อนข้างช้า และมีความจุน้อย แต่ก็มีการใช้งานอยู่ในปัจจุบัน
2. SCSI(Small Computer System Interface)
  • SCSI ซึ่งได้รับความนิยมสูงในการนำมาใช้งานกับ Server องค์กรในสมัยก่อนเนื่องด้วยมีความเร็วในการถ่ายโอนข้อมูลสูงในสมัยนั้นและช่วยลดภาระในการทำงานของ CPU แต่เนื่องในปัจจุบัน SCSI นั้นถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีการบันทึกข้อมูลอื่น จนแทบจะไม่ค่อยที่จะพบเห็นในปัจจุบัน
3. SATA(Serial Advanced Technology Attachment)
  • Serial ATA หรือ SATA เป็นเทคโนโลยีที่ถูกเริ่มใช้งานในปี พ.ศ. 2545 จุดเด่นคือมีขนาดที่เล็ก ทั้งตัว Hard Disk และสาย SATA ทำให้มีต้นทุนที่ถูกลง ในขณะที่ตัว SATA มีการรับส่งข้อมูลที่รวดเร็วมากขึ้น จึงได้รับความนิยมอย่างมาก
4. Solid-State Drive(SSD)
  • SSD เป็นเทคโนโลยีการบันทึกข้อมูลแบบใหม่ ที่ใช้แผงวงจรในรูปแบบ Ship หน่วยความจำ ในการเก็บข้อมูลโดยจะมีอุปกรณ์ทำงานร่วมกัน 2 ส่วนหลักๆ คือชิบหน่วยความจำ(Memoly) และชิบควบคุมการทำงาน(Controller) SSD ไม่มีเสียงจานหมุนในการหมุนรบกวนและความร้อนที่เกิดจากการหมุนของจาน จึงทำให้มีอายุการใช้งานที่นานมากขึ้นและรวมไปถึงความเร็วในการบันทึกข้อมูลที่เร็วขึ้น และด้วยความสามารถนี้จึงมีราคาที่ค่อนข้างสูง
5. Serial Attached SCSI(SAS)
  • SAS ทำหน้าที่ในการรับส่งข้อมูลผ่าน Protocol ในรูปแบบ Point to Point ระหว่าง Hard Disk และ Tape Drive โดยผ่านตัวควบคุม(Controller) แบบอนุกรม Serial Attached SCSI(SAS) ที่ถูกนำมาใช้ในการรับและการส่งข้อมูลแทนการส่งข้อมูลแบบขนาน(SCSI) แต่ยังคงใช้คำสั่งของ SCSI อยู่เนื่องจากได้ถูกปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพดีมากขึ้น

ขนาดและความจุของ Hard Disk

ความจุของ Hard Disk โดยทั่วไปในปัจจุบันมีตั้งแต่ 20GB จนไปถึง 3TB
  • ขนาด 8 นิ้ว (241.3 มิลลิเมตร x 117.5 มิลลิเมตร x 362 มิลลิเมตร)
  • ขนาด 5.25 นิ้ว(146.1 มิลลิเมตร x 41.4 มิลลิเมตร x 203 มิลลิเมตร)
  • ขนาด 3.5 นิ้ว(101.6 มิลลิเมตร x 25.4 มิลลิเมตร x 146 มิลลิเมตร) เป็นแบบ Hard Disk สำหรับ Table Computer หรือ Server ซึ่งมีความเร็วในการหมุนจานอยู่ที่ 10,000 7,200 หรือ 5,400 รอบ/นาที โดยมีความจุในปัจจุบันตั้งแต่ 80GB – 3TB
  • ขนาด 2.5 นิ้ว(69.85 มิลลิเมตร x 9.5-15 มิลลิเมตร x 100 มิลลิเมตร) เป็น Hard Disk สำหรับ คอมพิวเตอร์พกพา, Laptop, UMPC, Notebook, อุปกรณ์มิลเดียพกพา มีความเร็วในการหมุนจานอยู่ที่ 5,400 รอบ/นาที โดยมีความจุในปัจจุบันที่ 60GB – 1TB
  • ขนาด 1.8 นิ้ว(55 มิลลิเมตร x 8 มิลลิเมตร x 71 มิลลิเมตร)
  • ขนาด 1 นิ้ว(43 มิลลิเมตร x 5 มิลลิเมตร x 36.4 มิลลิเมตร)

ข้อดีของ Hard Disk

  • มีราคาถูกกว่า SSD
  • มีรูปแบบการใช้งานที่หลากหลายกว่า SSD
  • ถ้า Hard Disk เสียหาย ก็สามารถกู้ข้อมูลได้(ราคาในการกู้แต่ละครั้งค่อนข้างสูง)

ข้อเสียของ Hard Disk

  • มีความเร็วในการเขียนและการอ่านข้อมูล ช้ากว่า SSD
  • มีเสียงรบกวนขณะ Hard Disk ทำงานอยู่ ในช่วงการทำงาน การอ่านข้อมูลและการเขียนข้อมูล
  • เกิดการเสื่อมสภาพจากการอ่านและการเขียนของหัวเข็ม ตามเวลาการใช้งาน
  • เกิดความเสียหายของแผ่นเหล็กและหัวเข็มได้ง่าย เมื่อได้รับการกระแทกจึงทำให้ไม่สามารถใช้งานได้
Hard Disk vs SSD 1

SSD คือ

  • เป็นอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลที่ซึ่งเหมือนกับ Hard Disk คำว่า SSD ย่อมาจาก Solid State Drive มีลักษณะการทำงานคล้ายกับ Flash Drive โดยใช้หน่วยความจำแบบ Flash Memory Chips เปลี่ยนมาจากจานแม่เหล็กของ Hard Disk ทำให้มีความเร็วและเสถียรกว่า เนื่องจาก SSD ถูกสร้างมาเพื่อทดแทน Hard Disk จึงทำให้เร็วและทนทานต่อแรงกระแทกมากกว่า Hard Disk ที่ใช้จานหมุน ด้วยขนาดที่เล็กและไม่มีจานหมุนภายในทำให้กินไฟน้อย เมื่อนำไปลง Windows จำทำให้ใช้เวลาเปิดเครื่องน้อยลง ในปัจจุบัน SSD นั้นมีความจุตั้งแต่ 128GB ไปจนถึงหลัก TB

SSD มีทั้งหมด 3 ประเภท

1. SATA SSD
  • SSD ที่ออกแบบมาให้ใช้งานกับ Port SATA โดยที่รูปร่างภายนอกของ SSD ชนิดนี้ก็จะมีขนาด 2.5 – 3.5 นิ้วเหมือนกับ Hard Disk เพราะ SSD ประเภทนี้ออกแบบให้ใส่เหมือนกับ Hard Disk โดย SATA SSD จะมีความเร็วในการอ่านเขียนอยู่ที่ประมาณ 600Mbps โดย SSD ประเภทนี้เป็นรุ่นที่ช้าที่สุดในหมู่ SSD
2. PCle SSD
  • SSD ประเภทนี้จะใช้การเชื่อมต่อผ่าน Port PCle หรือที่เรียกว่า Port เสียบการ์ดจอซึ่ง PCle SSD ส่วนใหญ่จะขนาดใหญ่มากพอๆ กับการ์ดจอรุ่นเล็กๆ ทำให้ PCle SSD ไม่ได้เป็นที่นิยมมากนัด
3. M.2 SSD
  • ในปัจจุบันได้รับความนิยมมากที่สุดในหมู่ SSD ซึ่ง M.2 SSD นั้นจะติดตั้งกับ Port M.2 แล้วใช้น็อตยึดติดกับ Mainborad เอาไว้ ด้วยขนาดที่เล็ก จึงทำให้ประหยัดพื่นที่ภายในเครื่องได้มากกว่า SSD ประเภทอื่นๆ และ M.2 SSD เองก็ยังมีความเร็วที่สูงถึงประมาณ 3,500 Mbps ซึ่ง M.2 สามารถแบ่งออกได้อีก 2 ประเภทดังนี้
  • SATA M.2 SSD ใช้ Interface SSD ที่รองรับการถ่ายโอนข้อมูลสูงสุด 6Gbps ซึ่งช้ากว่าเมื่อเทียบกับ Interface รุ่นใหม่ๆ SATA SSD เป็น SSD ที่มีประสิทธิภาพระดับพื้นฐานและใช้ Interface เดียวกันกับ Hard Disk ทั่วไปแต่ก็ยังมี SATA SSD ที่สูงกว่า Hard Disk แบบจานหมุนถึง 4 เท่า SATA SSD หาซื้อได้ง่ายและราคาประหยัดกว่า NVMe SSD SATA M.2 SSD
  • NVMe M.2 SSD ใช้โปรโตคอล NVMe ที่ออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับ SSD เมื่อทำงานร่วมกับบัส PCle ตัว NVMe SSD จะมีประสิทธิภาพและทำงานได้ที่ระดับความเร็วสูงสุด NVMe SSD จะสื่อสารโดยตรงกับ CPU ผ่านซ็อตเก็ต PCle ทำให้หน่วยความจำแฟลชสามารถทำงานเป็น SSD โดยตรงผ่านซ็อตเก็ต PCle แทนการใช้ไดร์เวอร์การสื่อสาร SATA ซึ่งช้ากว่า NVMe เป็นอย่างมาก

ข้อดีของ SSD

  • สามารถเขียนและอ่านได้อย่างรวดเร็วยิ่งกว่า Hard Disk
  • มีหลากหาลยรูปแบบ ทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ ให้เลือกใช้งาน
  • เสียงรบกวนเบากว่า Hard Disk เพราะ SSD เป็นแผ่น Board ที่มีชิปบันทึกข้อมูล
  • สามารถเข้าถึงเรียกใช้งานได้อย่างรวดเร็วและทันทีไม่มีอาการหน่วง

ข้อเสียของ SSD

  • ราคาสูงกว่า Hard Disk อย่างมาก
  • ไม่สามารถกู้คืนข้อมูลได้ เมื่อ SSD เสียหาย จนไม่สามามรถใช้งานได้
Hard Disk vs SSD 2
เปลี่ยนกลอนแม่เหล็กไฟฟ้า M Clinic

เปลี่ยนกลอนแม่เหล็กไฟฟ้า M Clinic

Before

M Clinic Before

After

M Clinic After

การปฏิบัติงาน

  • ทำการถอด Access control ตัวเก่าออก โดยการนำ Access control ที่ติดอยู่กับกระจกดึงออกมาและจากนั้นลอกกาว 2 หน้าที่ติดอยู่กับกระจกออก
M Clinic เปลี่ยน Access controlตัวเก่า
M Clinic ติดตั้ง Access control
M Clinic ติดตั้ง Access control 3
  • นำ Access control ตัวใหม่ติดตั้งแทน Access control ตัวเก่า และจัดเรียง/ต่อสายไฟฟ้า ภาพที่ปฏิบัติการติดตั้ง Access control
M Clinic ติดตั้ง Access control 2
  • เปลี่ยน Electric Bolt ตัวเก่าออกโดยใช้ไขควงหกเหลี่ยมและไขควงไฟฟ้าไข Electric Bolt ออกมา
M Clinic ถอด Electric Bolt
M Clinic ติดตั้ง Electric Bolt
  • ติดตั้ง Electric Bolt ตัวใหม่โดยใฃ้ไขควงและไชควงไฟฟ้าในการขันเข้า Electric Bolt เข้าไป

ตู้ Rack

M Clinic Rack
M Clinic Rack 2

เครื่องมือ/อุปกรณ์ที่ใช้ในการปฏิบัติงาน

  • Access control (HIP)
  • Electric Bolt (HIP)
  • ไขควง/ไขควงไฟฟ้า
  • คัตเตอร์/คีมตัดสายไฟ

สนใจติดต่อสอบถามได้ที่

  • โทร  : 036-679614
  • Line : @kitcyber
M Clinic Electric Bolt After
Server คืออะไร ทำหน้าที่อะไร

Server คืออะไร ทำหน้าที่อะไร

Server คือ

Server คือ  เครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องหลักในระบบเครือข่าย ทำหน้าที่เป็นตัวคุมคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นๆ ที่มาเชื่อมต่อให้เป็นเครือข่ายเดียวกัน และ ยังมีหน้าที่จัดการดูแลคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นๆอีกด้วย ว่าคอมพิวเตอร์เครื่องไหน ขอใช้อุปกรณ์อะไร โปรแกรมอะไร ต้องการแฟ้มข้อมูลไหน เพื่อจะได้จัดสรร ส่งต่อไปยังระบบ server ให้เป็นอันเดียวกัน เพื่อให้สะดวกต่อการใช้งานของข้อมูลนั้นๆ

Server ทำหน้าที่อะไร

Server ทำหน้าที่เป็นผู้ให้บริการ ในเครือข่ายอินเตอร์เน็ตหรือเครือข่ายที่มีลูกข่าย เมื่อมีผู้ใช้งานใช้บริการ Server เครื่อง Server จะจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่ในเครื่องเพื่อให้บริการในทันที ซึ่งบริการของ Server นั้นมีหลากหลายอย่างด้วยกัน โดยสามารถแบ่งได้เป็น 4 หน้าที่หลักๆ

  • Web Server เป็นโปรแกรมที่มีหน้าที่ให้บริการด้านจัดการเว็บไซต์
  • Mail Server เป็นโปรแกรมที่มีหน้าที่ให้บริการด้าน E-Mail
  • DNS Server เป็นโปรแกรมที่มีหน้าที่ให้บริการด้านโดเมนเนมที่จะค่อยเปลี่ยนชื่อเว็บไซต์ที่เราต้องการให้เป็น IP Address
  • Database Server เป็นโปรแกรมที่มีหน้าที่ให้บริการด้านการจัดการดูแลข้อมูลต่างๆ ในเว็บไซต์

ทำไมคอมพิวเตอร์ ถึงต้องมี IP Address กันนะ

ทำไมคอมพิวเตอร์ ถึงต้องมี IP Address กันนะ

มาทำความรู้จักับ IP Address กันเถอะ

     IP Address หรือ Internet Protocal Address เป็นหมายเลขประจำเครื่องคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องคอมพิวเตอร์ในระบบเครือข่ายที่ใช้โปตโตคอลแบบ TCP/IP สามารถระบุที่ตั้งของคอมพิวเตอร์นั้นๆได้ ซึ่ง 1 อุปกรณ์จะมี 1 IP Address และแต่ละคอมพิวเตอร์จะมี IP Address ไม่ซ้ำกันประกอบไปด้วยตัวเลข 4 ชุด อย่างเช่น 198.168.1.1, 255.255.255.0 เป็นต้น ในปัจจุบันมาตรฐานของ IP Address คือ IPv4(เป็น 32 บิต)และ IPv6(เป็น 64 บิต) ซึ่ง IP Address สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 รูปแบบ ได้แก่

  • รูปแบบที่ 1 Network Address หมายเลขประจำเครื่อง Router เป็นแบบ Publish โดยใช้ IP Address จะออกทาง Gateway หรือออกทางอินเตอร์เน็ต
Network address
  • รูปแบบที่ 2 Computer Address หมายเลขประจำเครื่องคอมพิวเตอร์ในระบบเครือข่าย เป็บแบบ Private โดยใช้ subnet เดียวกันในการติดต่อสื่อสารของคอมพิวเตอร์ตั้งแต่ 2 ตัวขึ้นไป
Computer address

Class ของ IP address สามารถแบ่งได้ตามนี้

  • Class A มีหมายเลข IP address ตั้งแต่ 0.0.0.0 ถึง 127.255.255.255 มี IP address ทั้งหมด 16 ล้านหมายเลข เหมาะสำหรับองค์กรขนาดใหญ่
  • Class B มีหมายเลข IP address ตั้งแต่ 128.0.0.0 ถึง 191.255.255.255 มี IP address ทั้งหมด 65,000 หมายเลข เหมาะสำหรับองค์กรขนาดกลาง
  • Class C มีหมายเลข IP address ตั้งแต่ 192.0.0.0 ถึง 223.255.255.255 มี IP address ทั้งหมด 254 หมายเลข เหมาะสำหรับองค์ขนาดเล็กหรือผู้ใช้งานในครัวเรือน
  • Class D มีหมายเลข IP address ตั้งแต่ 224.0.0.0 ถึง 239.255.255.255 จะใช้ในเครือข่าแบบ Multitask
  • Class E มีหมายเลข IP address ตั้งแต่ 240.0.0.0 ถึง 254.255.255.255 เป็น Class ที่จะใช้สำหรับอนาคต ในปัจจุบันจึงยังไม่ได้กำหนดการใช้งาน

 

วิธีการตรวจสอบ IP address

มีขั้นตอนดังนี้
  1. กดปุ่ม Windows+R บนคีบอร์ดจะขึ้นหน้าต่างตามภาพข้างล่างนี้ จากนั้นพิมพ์ cmd แล้วกด ok หรือ กดปุ่ม Enter
วิธีการตรวจสอบ IP address cmd

2. หลังจากนั้นจะขึ้นหน้าต่าง Command ขึ้นมาให้พิมพ์ว่า ipconfig แล้วกดปุ่ม Enter จะแสดงหมายเลข IP address ตรวจสอบที่ Ipv4 address, Subnet Mask, Default Gateway เสร็จสิ้นการตรวจสอบ IP address

วิธีการตรวจสอบ IP address ipconfig

วิธีการ config IP address(Windows 10)

  1. ทำการ Click ขวาที่รูปอินเตอร์เน็ตหรือรูปไวไฟทางด้านซ้ายล่าง จากนั้น Click ไปที่ “Open Network & Internet settings”
config ip address

2. ต่อจากนั้นให้ทำการ Click ไปที่ Ethernet Icon ทางด้านซ้าย หลังจาก Click แล้วให้เลือกไปที่ “Change adater options” แล้ว Click เข้าไป

config ip address 2

3. ถัดจากนั้นให้ทำการ Click ขวาที่ Ethernet Icon แล้วเลือก Click “Properties”

config ip address 3

4. เมิ่อ Click เรียบร้อยแล้วจะขึ้นหน้าต่าง Ethernet Properties จากนั้น Click ไปที่ “Internet Protocol Version 4 (TPC/IPv4)”

config ip address 3

5. หลังจากที่ Click เข้าไปที่ Internet Protocol Version 4 (TPC/IPv4) เรียบร้อยแล้วก็จะขึ้นหน่าต่าง Internet Protocol Version 4 (TPC/IPv4) Properties ให้ทำการเลือก “Use the following IP address” แล้วทำการตั้งค่าที่ IP address, Subnet mask, Default gateway(ไม่จำเป็นต้องตั้งค่าก็ได้ แต่ถ้าอยากให้เครื่องคอมพิวเตอร์เชื่อม Internet ได้จำต้องตั้งค่ากรณีไม่เชื่อมต่อ Internet ก็ไม่สามารถเชื่อม Internet ได้เช่นกัน ) เสร็จสิ้นการ Config IP address

config ip address 5